หิ้วแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝากขัง ประชุมเร่งคืนทรัพย์สินเหยื่อ

หิ้วแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝากขัง ประชุมเร่งคืนทรัพย์สินเหยื่อ
ตำรวจบางเขน-สุทธิสาร หิ้วแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ไทย-ไต้หวัน 3 คนฝากขัง ชวดประกันคอตกนอนเรือนจำ บิ๊กโจ๊กประชุมร่วมอัยการหารือแนวทางเร่งฟ้อง และคืนทรัพย์สินให้กับผู้เสียหาย

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ พนักงานสอบสวน สน.บางเขน ได้ควบคุมตัว นายวสิฐวิชญ์ สุขเบื้องบน อายุ 43 ปี และนายณัฐพงษ์ ตรัยรัตนยนต์ อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมีหมายจับของศาลอาญาในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” โดยหลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินจากบัญชีธนาคาร จำนวน 1.5 ล้านบาท พร้อมของกลางมาขออำนาจศาลฝากขังผัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 8-19 ม.ค.นี้ เนื่องจากต้องสอบปากคำพยาน 4 ปาก รอผลการตรวจลายพิมพ์มือและอื่นๆ พร้อมทั้งคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากผู้ต้องหามีการกระทำเป็นขบวนการ เป็นกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ หลอกลวงประชาชน หากได้รับการประกันตัวเกรงว่าจะหลบหนีและไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้

ต่อมาญาติ นายวสิฐวิชญ์ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 3 แสนบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกัน ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ส่วน นายณัฐพงษ์ ไม่มีญาติมายื่นขอประกันตัวแต่อย่างใด

วันเดียวกันพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ได้นำตัว นายซูน เช่า หลง อายุ 22 ปี สัญชาติไต้หวัน ผู้ต้องหาร่วมกระทำผิดกับ นายวสิฐวิชญ์ และ นายณัฐพงษ์ มายื่นคำร้องฝากขังผัดแรกเป็นเวลา 12 วัน พร้อมทั้งคัดค้านการประกัน จากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวผู้ต้องหาทั้งสามไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป 

ขณะเดียวกันที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พร้อมคณะพนักงานสอบสวนคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เข้าพบนายยงยุทธ สิทธิธัญกิจ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร เพื่อหารือแนวทางเร่งฟ้องและคืนทรัพย์สินผู้เสียหายจากการถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้ดำเนินการแล้วทั้งหมด 167 สำนวน ต้องใช้เวลาในการพิจารณาตรวจสอบร่วมกัน ของเก่าเราจะเคลียร์ให้หมด ตนจะเร่งรัดเต็มที่ไม่เกิน 3-4 เดือนต้องเสร็จ ยอมรับว่าขณะนี้สถานการณ์เรื่องคอลเซ็นเตอร์ดีขึ้น พรุ่งนี้ (9 ม.ค.) จะมีการประชุมร่วมกับผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางของประเทศมาเลเซีย จะนำข้อมูลทั้งหมดที่เตรียมไว้แล้วไปเรียนว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในมาเลเซียมีจุดไหนบ้างที่เราจะประสานให้จับกุม จะไปร่วมจับกุมและสังเกตการณ์ด้วย มีคนไทยกี่คนจะได้ขยายผลต่อ การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ยั่งยืนจับแค่ในประเทศไม่พอ ต้องไปจับที่ต่างประเทศด้วย 

ด้านนายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการกองคดี 1 ปปง. เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการยึดอายัดทรัพย์สินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 53 ล้านบาท และออกประกาศให้ผู้เสียหายมาแจ้งขอเงินคืน นำข้อมูลทางธุรกรรมส่งอัยการและส่งศาลเพื่อพิจารณาว่าใครควรจะได้เท่าไหร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการสอบสวนของพนักงานสอบสวนด้วยว่าเส้นทางการเงินของบุคคลที่เรายึดกับเส้นทางการเงินของผู้เสียหายเป็นเส้นทางเดียวกันหรือไม่ สำหรับผู้เสียหายที่เพิ่งถูกหลอกใหม่ๆ เมื่อมีการแจ้งความเสียหายเข้ามาเร็วก็สามารถยึดตรวจสอบอายัดได้ทัน เมื่อตรวจสอบว่าเป็นทรัพย์สินของผู้เสียหายรายนั้นแน่นอนแล้วก็สามารถคืนทรัพย์สินให้ผู้เสียหายได้ ในส่วนของ ปปง.สามารถคืนไปได้แล้ว 3 ราย ประมาณเกือบ 2 ล้านบาท ส่วนทางตำรวจคงคืนไปได้แล้วประมาณ 6-7 ราย การจะคืนเงินต้องมีความชัดเจนว่าเป็นเงินของผู้เสียหายแน่นอน ถ้ามันไม่ชัดเจนจริงๆ อำนาจในการคืนเงินจะขึ้นอยู่กับพนักงานอัยการหรือศาลต่อไป 

ขอบคุณข้อมูล จาก เดลินิวส์

Categories: News